ฉีดสิวทำให้เป็นหลุมสิวมั้ย? คำตอบคือ: “ทำให้เกิดรอยบุ๋มชั่วคราวได้ แต่ไม่ใช่หลุมสิวถาวร”
การฉีดสิวด้วยตัวยามาตรฐาน Triamcinolone Acetonide (TAC) มีเป้าหมายเพื่อระงับการอักเสบอย่างรวดเร็ว หากเกิดรอยยุบตัวลงไปหลังการฉีด ในทางการแพทย์เราเรียกว่า “Corticosteroid-induced Skin Atrophy” หรือการฝ่อตัวของชั้นไขมันใต้ผิว (Lipoatrophy) ครับ
ไม่ใช่พังผืดถาวร เมื่อผลึกยาหมดฤทธิ์ เซลล์ไขมันจะสร้างกลับมาเต็มเองใน 6–12 เดือน
งานวิจัยพบว่าในมือแพทย์ผิวหนังที่ใช้ยาเจือจางถูกต้อง โอกาสเกิดอยู่ที่ราว 1 ใน 1,000 ครั้ง เท่านั้น
สามารถฉีดชะล้างผลึกยาด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline) หรือเติมฟิลเลอร์ชั่วคราวช่วยได้ทันที
รอยบุ๋มจากการฉีดสิว (Steroid Atrophy) ต่างจาก “หลุมสิวแท้” อย่างไร?
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ารอยบุ๋มจากการฉีดสิวคือหลุมสิว แต่ในทางพยาธิวิทยา (Pathology) ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังแผนภาพกายวิภาคศาสตร์ชั้นผิวนี้ครับ:

| เกณฑ์เปรียบเทียบ | รอยบุ๋มจากการฉีดสิว (Steroid Atrophy) | หลุมสิวแท้ (Atrophic Acne Scar) |
|---|---|---|
| ชั้นผิวที่ได้รับผลกระทบ | ชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous Fat) ฝ่อตัวชั่วคราว | ชั้นหนังแท้ (Dermis) คอลลาเจนถูกทำลายอย่างถาวร |
| ลักษณะของรอยบุ๋ม | เป็นแอ่งกระทะกว้าง โค้งมน ผิวชั้นบนยังเนียนนุ่มตามปกติ | ขอบหลุมคมชัด ผิวขรุขระ ก้นหลุมแข็ง หรือผิวเหี่ยวเป็นริ้ว |
| พังผืดดึงรั้ง (Fibrosis) | ❌ ไม่มีพังผืด (No fibrotic tethering) | ⚠️ มีพังผืดเหนียวแน่น ดึงรั้งผิวด้านล่างไว้ |
| การฟื้นตัว (Prognosis) | ✅ สามารถฟื้นฟูกลับคืนรูปเดิมได้ตามธรรมชาติ (Reversible) ใน 6–12 เดือน | ❌ ไม่สามารถหายเองได้ (Permanent) |
| แนวทางการรักษา | รอให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ, ฉีดน้ำเกลือชะล้างยา, ฟิลเลอร์ชั่วคราว | เลเซอร์หลุมสิว (eCO2 Fractional CO2 Laser 10,600nm), Subcision ตัดพังผืด |
ทำไมฉีดสิวถึงเกิดรอยบุ๋มได้? เจาะลึก 4 ปัจจัยหลัก
ตัวยาสเตียรอยด์ Triamcinolone Acetonide มีฤทธิ์กดการอักเสบที่ทรงพลังมาก แต่หากนำมาใช้อย่างไม่ระมัดระวัง จะส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดรอยบุ๋มมีดังนี้ครับ:
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดครับ! สิวอักเสบตามธรรมชาติจะอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dermis) แต่หากผู้ฉีดแทงเข็มลึกเกินไปจนตัวยาหลุดเข้าไปใน “ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง” (Subcutaneous Fat Layer) ผลึกสเตียรอยด์จะไปกระตุ้นเอนไซม์สลายไขมัน (Lipoprotein Lipase inhibition & Lipolysis) ทำให้เซลล์ไขมันฝ่อตัวลงทันทีกลายเป็นหลุมบุ๋มลึก (Lipoatrophy)
ยา Triamcinolone ในขวดยามาตรฐานทางการแพทย์มีความเข้มข้นสูงถึง 10 mg/mL หรือ 40 mg/mL ซึ่งออกแบบมาสำหรับฉีดแผลเป็นคีลอยด์หนาๆ เท่านั้น สำหรับการฉีดสิวอักเสบบนใบหน้า แพทย์ผิวหนังต้องนำมา เจือจาง (Dilute) ด้วยน้ำเกลือหรือยาชาให้เหลือเพียง 1.0 – 2.5 mg/mL (0.1% – 0.25%) เท่านั้น คลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานบางแห่งใช้ยาเพียวๆ โดยไม่เจือจาง ทำให้เนื้อเยื่อฝ่อตัวรวดเร็วมาก
การฉีดสิวอักเสบ 1 เม็ด ใช้ยาในปริมาณน้อยมากเพียง 0.02 – 0.05 มิลลิลิตร (mL) (ประมาณหยดน้ำเล็กๆ ปลายเข็ม) หากผู้ฉีดอัดยาเข้าไปมากเกินไป แรงดันจะดันให้ตัวยากระจายตัว (Extravasation) ทะลักออกนอกขอบเขตของเม็ดสิว ไปกัดเนื้อเยื่อปกติรอบข้างจนบุ๋มเป็นวงกว้าง
ตัวยา Triamcinolone เป็นสารแขวนลอยผลึกคริสตัลที่ไม่ละลายน้ำทันที มันจะค่อยๆ ปล่อยฤทธิ์ยาอยู่ใต้ผิวนานถึง 3–4 สัปดาห์ หากคนไข้ใจร้อนไปฉีดซ้ำที่เดิมทุกๆ สัปดาห์ ผลึกยาจะเกิดการสะสมตัว (Crystal Accumulation) จนกดทับการทำงานของเซลล์สร้างคอลลาเจนและเซลล์ไขมันอย่างรุนแรง
โอกาสเกิดรอยบุ๋มจากการฉีดสิวมีมากน้อยแค่ไหน? (สถิติ 1 ใน 1,000)
ตามงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์ผิวหนังอเมริกัน (Journal of the American Academy of Dermatology - JAAD) และ Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology (JCAD):
📌 ผลการสำรวจแพทย์ผิวหนัง (Survey of Dermatology Providers):
กว่า 88.8% ของแพทย์ผิวหนัง รายงานว่ามีอัตราการเกิดผลข้างเคียง (Adverse Events) เช่น รอยบุ๋ม (Atrophy) หรือรอยด่างขาว (Hypopigmentation) น้อยกว่า 1% (<1%) ของเคสทั้งหมดที่มารับการรักษา
และในหัตถการที่ทำโดยแพทย์ผิวหนังที่ใช้เทคนิค Intralesional ในชั้น Dermis อย่างแม่นยำ พร้อมควบคุมความเข้มข้นเจือจางต่ำ (1.0 – 2.5 mg/mL) อัตราการเกิดรอยบุ๋มจะต่ำมากอยู่ที่ประมาณ 0.1% หรือราว 1 ใน 1,000 ครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ดี หากหัตถการทำโดยผู้ที่ขาดความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ (เช่น คลินิกเถื่อน หมอกระเป๋า หรือคลินิกที่ให้พนักงานที่ไม่ใช่แพทย์เป็นผู้ฉีด) โดยใช้ยาความเข้มข้นสูง 10 mg/mL อัตราการเกิดรอยบุ๋มอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 5% – 10% (หรือ 1 ใน 10–20 คน) ได้ทันทีครับ
หากฉีดสิวแล้วเกิดรอยบุ๋มขึ้นมาแล้ว ต้องรักษายังไง?
หากส่องกระจกแล้วพบว่าผิวบริเวณที่ฉีดสิวยุบเป็นแอ่งบุ๋มลงไป อย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ เพราะในทางการแพทย์ผิวหนังเรามีแนวทางจัดการและรักษาที่ชัดเจนดังนี้:
ในเคสส่วนใหญ่กว่า 80–90% รอยบุ๋มจะค่อยๆ ตื้นกลับมาเต็มเรียบเนียนเองได้ โดยไม่ต้องทำอะไรครับ! เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะค่อยๆ ย่อยสลายผลึกสเตียรอยด์ออกไปจนหมด ทำให้เซลล์ Adipocytes (เซลล์ไขมัน) และ Fibroblasts กลับมาทำงานสร้างคอลลาเจนและไขมันใหม่ตามปกติ โดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 6–12 เดือน (ในเคสที่ฝ่อลึกอาจใช้เวลา 1–2 ปี)
นี่คือเทคนิคมาตรฐานทางการแพทย์ผิวหนังที่ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ในวารสาร Dermatologic Surgery และ Plastic & Reconstructive Surgery (นำเสนอโดย Dr. Shons และคณะ) เหมาะสำหรับคนที่ต้องการให้รอยบุ๋มตื้นกลับมาเร็วขึ้น:
🔬 กลไกการทำงานของ Normal Saline Infiltration:
- แพทย์จะใช้น้ำเกลือบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อ 0.9% Normal Saline Solution (NSS) ปริมาณ 0.5 – 2.0 mL ฉีดเข้าไปยังตำแหน่งรอยบุ๋มที่มีผลึกสเตียรอยด์สะสมอยู่
- น้ำเกลือจะเข้าไปทำให้ผลึกสเตียรอยด์ที่จับตัวกันแน่นลอยตัวและกระจายตัวออก (Resuspend TAC Crystals)
- เปิดโอกาสให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophages สามารถกลืนกินและกำจัดผลึกยาออกจากเนื้อเยื่อได้อย่างรวดเร็ว
- การทำซ้ำทุก 1–2 สัปดาห์ (ประมาณ 4–8 ครั้ง) จะช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อและเซลล์ไขมันฟื้นตัวกลับมาเต็มเร็วกว่าการปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับคนไข้ที่ต้องใช้หน้าตาในงานสำคัญ หรือมีความกังวลใจสูง แพทย์สามารถฉีด Hyaluronic Acid (HA) Filler โมเลกุลนุ่มขนาดเล็ก (เช่น Belotero Soft หรือ Restylane Vital Light) ปริมาณเพียง 0.05–0.1 mL เข้าไปใต้รอยบุ๋มเพื่อพยุงผิวให้เรียบเนียนเสมอกับผิวข้างเคียงได้ทันที ฟิลเลอร์จะคงอยู่ได้ประมาณ 6–9 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พอดีกับที่เซลล์ไขมันธรรมชาติของร่างกายจะฟื้นฟูกลับมาทดแทน
ในกรณีที่ชั้นหนังแท้มีการฝ่อตัวร่วมด้วย หรือมีรอยแดงและเส้นเลือดฝอยขยายตัว สามารถใช้เลเซอร์กลุ่ม eCO2 Fractional CO2 Laser (10,600nm) เพื่อกระตุ้นเซลล์ Fibroblast เร่งการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ ร่วมกับ Fotona Long-Pulsed Nd:YAG 1064nm และ Cellec V IPL เพื่อลดรอยแดงและฟื้นฟูความหนาแน่นของผิวในบริเวณนั้นให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์
“กลัวรอยบุ๋ม จนไม่กล้าฉีดสิว” — ระวังเสี่ยงเกิด “รอยแผลเป็นหลุมสิว” มากกว่า!
คนไข้หลายคนพอได้ยินคำว่า “ฉีดสิวแล้วอาจบุ๋ม” ก็เกิดความกลัวจนไม่ยอมฉีดสิวเลย ปล่อยให้สิวอักเสบเม็ดใหญ่บวมเป่งอยู่บนหน้าเป็นสัปดาห์ๆ หมออยากชี้แจงความจริงข้อนี้ครับ:
⚠️ การปล่อยให้สิวอักเสบขนาดใหญ่ (Nodulocystic Acne) ลุกลามทิ้งไว้ คือปัจจัยหลักสำคัญของการเกิด “รอยแผลเป็นหลุมสิว”:
เมื่อสิวเกิดการอักเสบรุนแรง เม็ดเลือดขาวจะหลั่งเอนไซม์ Matrix Metalloproteinases (MMPs) ออกมาทำลายคอลลาเจนและโครงสร้างเนื้อเยื่อรอบรูขุมขนจนกลายเป็นโพรงหนอง ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ คอลลาเจนยิ่งถูกทำลายลึกขึ้นเท่านั้น และเมื่อหนองยุบตัวลง ร่างกายจะซ่อมแซมด้วย “พังผืด” (Fibrosis) จนอาจกลายเป็น รอยแผลเป็นหลุมสิว (Boxcar / Rolling / Icepick Scar) ที่ยากต่อการฟื้นฟูด้วยตนเอง
ในทางตรงกันข้าม การฉีดสิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยขนาดยาที่ถูกต้อง จะช่วย “ระงับการอักเสบได้อย่างรวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง” ก่อนที่โครงสร้างคอลลาเจนจะถูกทำลายลุกลาม ดังนั้น การฉีดสิวอย่างถูกวิธีจึงไม่ใช่สาเหตุของหลุมสิว แต่กลับเป็น “การช่วยปกป้องโครงสร้างผิวและลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ต่างหากครับ
หลักเกณฑ์การฉีดสิวอย่างปลอดภัยที่ภูวรินทร์คลินิก ขอนแก่น
ที่ภูวรินทร์คลินิก เรายึดมั่นในมาตรฐานเวชปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาสิวมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อผิว:
ที่คลินิกไม่มีการให้พนักงานฉีดสิวแทนแพทย์ นพ.ภูมิใจ (หมอต้น) ประเมินชนิดของสิวและลงเข็มด้วยตัวเองทุกจุด
ควบคุมความเข้มข้นอย่างแม่นยำ ไม่ใช้ยาเข้มข้นสูงเกินขนาด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของชั้นไขมันใต้ผิว
วางตำแหน่งปลายเข็มแม่นยำในกึ่งกลางของเม็ดสิวอักเสบ ไม่แทงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวเพื่อป้องกัน Lipoatrophy
ฉีดเฉพาะสิวอักเสบเม็ดใหญ่ที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น หากเป็นสิวอุดตันจะใช้วิธีกดสิวหรือทายาละลายหัวสิวแทน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยบุ๋มและการฉีดสิว
Qฉีดสิวแล้วเป็นรอยบุ๋มลงไป จะกลายเป็นหลุมสิวถาวรไหม?▼
ไม่เป็นหลุมสิวถาวรครับ รอยบุ๋มจากการฉีดสิวเกิดจากผลข้างเคียงชั่วคราวของตัวยาสเตียรอยด์ที่ทำให้เซลล์ไขมันและคอลลาเจนใต้ผิวฝ่อตัว (Skin Atrophy & Lipoatrophy) ไม่ใช่หลุมสิวแท้ที่มีพังผืด เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6–12 เดือน ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดผลึกยาออกไปจนหมด และสร้างเซลล์ไขมันกลับคืนมาเต็มเรียบเนียนเหมือนเดิมได้เองตามธรรมชาติครับ
Qถ้าไม่อยากรอ 6–12 เดือน มีวิธีรักษาให้รอยบุ๋มกลับมาเต็มเร็วขึ้นไหม?▼
มีครับ ในทางการแพทย์ผิวหนังมีเทคนิค 'Normal Saline Infiltration' คือการใช้น้ำเกลือบริสุทธิ์ (NSS 0.9%) ฉีดเข้าไปยังบริเวณรอยบุ๋ม เพื่อช่วยชะล้างและกระจายผลึกสเตียรอยด์ที่ตกค้าง ให้เม็ดเลือดขาวเข้ามากำจัดยาออกไปได้เร็วขึ้น ทำซ้ำทุก 1–2 สัปดาห์ ประมาณ 4–6 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อตื้นขึ้นเร็วกว่าการปล่อยทิ้งไว้มาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้สารเติมเต็มชั่วคราว (Hyaluronic Acid Filler) เพื่อพยุงผิวให้เรียบเนียนทันทีระหว่างรอไขมันฟื้นตัวได้ครับ
Qทำไมฉีดสิวบางครั้งถึงบุ๋ม แต่บางครั้งไม่บุ๋ม เกิดจากอะไร?▼
สาเหตุหลักเกิดจาก 4 ปัจจัย: 1. ความลึกของการฉีด (หากแทงเข็มลึกเกินไปเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิว จะทำให้ไขมันฝ่อตัว), 2. ความเข้มข้นของยา (หากใช้ยา Triamcinolone เข้มข้นเกินไปโดยไม่เจือจางให้เหลือ 1.0–2.5 mg/mL), 3. ปริมาตรยามากเกินไป (การฉีดสิวใช้ยาเพียง 0.02–0.05 mL ต่อจุด), และ 4. การฉีดซ้ำจุดเดิมบ่อยเกินไปโดยไม่เว้นระยะห่างครับ
Qสิวแบบไหนที่ห้ามฉีดเด็ดขาด?▼
สิวที่ห้ามฉีดคือ 'สิวอุดตัน' (Comedones ทั้งหัวเปิดและหัวปิด), 'สิวผด' หรือ 'สิวเสี้ยน' ครับ เพราะการฉีดสเตียรอยด์มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เฉพาะ 'สิวอักเสบขนาดใหญ่แบบตุ่มหนองหรือตุ่มซีสต์' (Nodulocystic Acne) ที่บวมแดงและเจ็บเท่านั้น หากนำไปฉีดสิวอุดตัน นอกจากสิวจะไม่หายแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยบุ๋มโดยไม่จำเป็นครับ
Qถ้ากลัวรอยบุ๋ม แล้วปล่อยให้สิวอักเสบยุบเอง ไม่ฉีดสิวเลย จะดีกว่าไหม?▼
ความจริงคือ 'การปล่อยให้สิวอักเสบเม็ดใหญ่บวมเป่งทิ้งไว้ มีความเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวมากกว่าการฉีดสิวหลายเท่า' ครับ เพราะเอนไซม์และเม็ดเลือดขาวจะทำลายคอลลาเจนและโครงสร้างผิวหนังจนกลายเป็นโพรงหนองลึก ซึ่งอาจกลายเป็นรอยแผลเป็นหลุมสิวที่ฟื้นตัวยาก การฉีดสิวอย่างถูกวิธีในขนาดที่เหมาะสมจะช่วยระงับการอักเสบได้อย่างรวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
เอกสารและงานวิจัยอ้างอิงทางการแพทย์ (Medical References)
- Levine RM, Rasmussen JE. Intralesional corticosteroids in the treatment of acne vulgaris. Arch Dermatol. 1983;119(6):480-481. [PubMed / CrossRef]
- Reynolds RV, Yeung H, Cheng CE, et al. Guidelines of care for the management of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 2024;90(5):1006.e1-1006.e30. [PubMed / CrossRef]
- Callen JP. Intralesional corticosteroids. J Am Acad Dermatol. 1981;4(2):149-151. [PubMed / CrossRef]
- Shons AR, Press BH. Normal saline injection for the reversal of steroid-induced atrophy. Plast Reconstr Surg. 1983;72(2):226-228. [PubMed / CrossRef]
- Talasila S, Robertson S, et al. Resolution of triamcinolone-induced cutaneous atrophy and hypopigmentation with normal saline infiltration. Dermatol Surg. 2018;44(8):1142-1144. [PubMed / CrossRef]
- Jacob CI, Dover JS, Kaminer MS. Acne scarring: a classification system and review of treatment options. J Am Acad Dermatol. 2001;45(1):109-117. [PubMed / CrossRef]
- Kang S, Amagai M, Bruckner AL, et al. Fitzpatrick's Dermatology in General Medicine. 9th ed. McGraw-Hill; 2019. (Chapter 78: Acne Vulgaris & Corticosteroid Adverse Reactions). [PubMed / CrossRef]
มีปัญหารอยบุ๋มจากการฉีดสิว หรือสิวอักเสบเรื้อรัง?
เข้ามาตรวจประเมินชั้นผิวกับ นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น, ว.51569) ได้ที่ ภูวรินทร์คลินิกเวชกรรม ขอนแก่น เพื่อวางแผนการฟื้นฟูผิวอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
บทความคู่มือการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง (Related Clinical Guides)
หลุมสิวเกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกพังผืดและวิธีป้องกัน
ทำความเข้าใจหลุมสิวทั้ง 3 ชนิด (Ice Pick, Boxcar, Rolling) และการรักษาด้วย eCO2 Laser
ทำไมสิวยุบแล้วแต่ยังมี “ก้อนไตแข็งใต้ผิว”?
แยกก้อนเนื้อเยื่อซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติออกจากสิวอักเสบที่ยังไม่หายขาด
กดสิวดีไหม? สิวแบบไหนกดได้ vs ห้ามกดเด็ดขาด
หลักการกดสิวอุดตันทางการแพทย์ ลดโอกาสอักเสบและป้องกันรอยแผลเป็น

