Green Pea แปลว่า “ถั่วลันเตา” ไม่ใช่ “ถั่วเขียว”!
ในตำราแพทย์ผิวหนังระดับสากล เช่น Fitzpatrick’s Dermatology หรือแนวทางเวชปฏิบัติ American Academy of Dermatology (AAD) เมื่อพูดถึงปริมาณการทายากลุ่ม Retinoids จะใช้คำศัพท์มาตรฐานว่า:
ความเข้าใจผิดในประเทศไทยเกิดขึ้นเพราะคนไทยแปลตรงตัวตามคำศัพท์:
- Green = สีเขียว
- Pea = ถั่ว
- คนไทยจึงแปลติดปากต่อๆ กันมาว่า “ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว”
แต่ในความจริงของโลกตะวันตก Green pea หมายถึง “เมล็ดถั่วลันเตา” เมล็ดกลมๆ สีเขียวที่อยู่ในซุปฝรั่งหรือสลัดบาร์ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–7 มิลลิเมตร ในขณะที่ “ถั่วเขียว” ของไทย (Mung bean หรือ Green bean) ที่เราเอามาต้มน้ำตาล มีขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร เท่านั้น!

💡 ข้อสังเกตทางการแพทย์ (Clinical Note):
คำว่า “Pea-sized” ในตำราแพทย์ผิวหนังสากล หมายถึง “เมล็ดถั่วลันเตา” (Green Pea) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–7 มิลลิเมตร (ไม่ใช่เมล็ดถั่วเขียว [Mung bean] เม็ดเล็กๆ ของไทยที่มีขนาดเพียง 2–3 มม. ซึ่งหากใช้น้อยขนาดนั้นตัวยาอาจไม่เพียงพอที่จะกระจายทั่วใบหน้า) การใช้ขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตาจึงเป็นปริมาณมาตรฐานที่เหมาะสมตามคำแนะนำสากล
ปริมาณยารักษาสิวที่ถูกต้องคือเท่าไหร่กันแน่?
หากคนไข้สงสัยว่าควรบีบยาออกมาปริมาณเท่าไหร่ คำอธิบายทางการแพทย์ที่ถูกต้องที่สุดคือ: “ขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา (Pea-sized amount ประมาณ 0.5–0.7 ซม. หรือประมาณครึ่งข้อนิ้วชี้)” หรือเริ่มต้นที่ 0.25 กรัม ซึ่งเทียบเคียงได้ดังนี้ครับ:
0.25 กรัม
น้ำหนักตัวยามาตรฐานสำหรับการทาเคลือบผิวหน้าทั่วใบหน้า 1 ครั้ง
ครึ่งข้อนิ้วชี้ (0.5 FTU)
วัดจากรอยพับข้อนิ้วชี้แรกออกมาถึงกึ่งกลางของข้อนิ้ว (ประมาณ 1.2 ซม. เมื่อบีบเป็นเส้น)
เมล็ดถั่วลันเตา (0.5–0.7 ซม.)
เมื่อบีบยาเป็นหยดทรงกลมบนปลายนิ้ว จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–7 มิลลิเมตร
วิธีเกลี่ยยาขนาดเมล็ดถั่วลันเตา ให้ครอบคลุมทั่วใบหน้าแบบไม่แสบ
ปัญหาที่คนไข้บ่นว่า “ยาแค่นี้ทาไม่ทั่วหน้า” มักเกิดจาก “วิธีย้ายยาจากนิ้วลงสู่หน้า” ครับ คนส่วนใหญ่ชอบป้ายก้อนยาลงบนแก้มจุดเดียว แล้วพยายามลากยาวไปทั่วหน้า ผลคือจุดที่ป้ายตอนแรกได้รับยาเข้มข้นจนแสบไหม้ ส่วนขมับและหน้าผากกลับไม่ได้ยาเลย
🎯 เทคนิคแต้ม 13 จุด (The 13-Dot Technique)
เป็นเทคนิคที่แพทย์ผิวหนังสอนคนไข้เพื่อให้ยาขนาด 0.25 กรัมกระจายทั่วทั้งใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ:
บีบยารักษาสิวออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา (หรือครึ่งข้อนิ้วชี้) บนปลายนิ้วชี้ข้างที่ถนัด
- หน้าผาก: 3 จุดเล็กๆ
- แก้มขวา: 3 จุดเล็กๆ
- แก้มซ้าย: 3 จุดเล็กๆ
- จมูก: 1 จุด
- คาง: 2 จุด
- แนวกราม: 1 จุด
ใช้ปลายนิ้วนางและนิ้วกลางแตะวนเบาๆ เชื่อมแต่ละจุดเข้าหากัน ยาจะแผ่ตัวออกเป็นฟิล์มบางมากที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่เหนียวเหนอะหนะ และครอบคลุมผิวทุกรูขุมขนอย่างพอดี โดย เว้นรอบดวงตา ร่องปีกจมูก และริมฝีปาก
✨ ทริคลับสำหรับคนผิวแห้งเกลี่ยยาก: เทคนิคผสมมอยส์เจอไรเซอร์ (The Buffering Technique)
หากผิวฝืดเกลี่ยยาก หรือเพิ่งเริ่มใช้ยาแล้วกลัวแสบ: “บีบยาสิวขนาดเมล็ดถั่วลันเตาลงบนฝ่ามือ แล้วกดมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนลงไป 1 ปั๊ม ผสมให้เข้ากันบนฝ่ามือ แล้วทาพร้อมกันทั่วหน้า” มอยส์เจอไรเซอร์จะทำหน้าที่เป็นเนื้อพาหะ (Vehicle) ช่วยให้ยากระจายตัวได้ทั่วถึง ลื่นสบายผิว และลดโอกาสการแสบแดงได้มหาศาลครับ
ทำไมทายาเยอะขึ้น สิวถึง “ไม่หายเร็วขึ้น” แต่หน้าพังแทน?
หลายคนคิดแบบสมการเลขตรงๆ ว่า “ถ้าทา 1 เมล็ดถั่วลันเตาหายใน 2 เดือน ถ้าทา 2 ข้อนิ้วก็น่าจะหายใน 1 เดือน” แต่วิทยาศาสตร์ของยารักษาสิวไม่ได้ทำงานแบบนั้นครับ:
1. จุดอิ่มตัวของตัวรับ (Receptor Saturation)
ยาทากลุ่ม Retinoids ออกฤทธิ์จับกับตัวรับ Retinoic Acid Receptors (RAR) ในนิวเคลียสของเซลล์ผิว ซึ่งมีจำนวนจำกัด เมื่อได้รับยาปริมาณ 0.25 กรัม ตัวรับจะเกิดการจับตัวจนถึงจุดอิ่มตัว (Receptor Saturation) แล้ว ตัวยาส่วนเกินที่ทาเพิ่มลงไปจะไม่สามารถออกฤทธิ์รักษาสิวได้อีก
2. ผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ (Toxicity Spike)
ตัวยาส่วนเกินที่ไม่ได้จับกับตัวรับ จะไปละลายชั้นไขมันระหว่างเซลล์ (Intercellular Lipids) ทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้เกิดอาการแสบ แดง ลอก หน้าไหม้ และผิวติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ยิ่งทาหนา สิวไม่ได้หายไวขึ้น แต่ต้องหยุดยาเพราะหน้าพัง
ข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับปริมาณยารักษาสิว
Qถ้าบีบยาขนาดเมล็ดถั่วลันเตาแล้วยังรู้สึกว่าเกลี่ยไม่ทั่วหน้า สามารถบีบเพิ่มได้ไหม?▼
Qขนาด 0.25 กรัม หรือครึ่งข้อนิ้วชี้ (0.5 FTU) ใช้ได้กับยาทุกประเภทเลยไหม?▼
Qทำไมหมอถึงสั่งให้ทาทั่วหน้า ทั้งๆ ที่สิวขึ้นแค่ที่คางหรือแก้ม?▼
Q1 Fingertip Unit (FTU) ต่างจาก 0.5 FTU อย่างไร?▼
Medical References & Academic Literature
- Long CC, Finlay AY. The finger-tip unit—a new practical measure. Clin Exp Dermatol. 1991;16(6):444-447. [DOI / Link]
- Reynolds RV, Yeung H, Cheng CE, et al. Guidelines of care for the management of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 2024;90(5):1006.e1-1006.e30. [DOI / Link]
- Del Rosso JQ. Topical retinoids: understanding their differences and maximizing their efficacy and tolerability in acne vulgaris. J Clin Aesthet Dermatol. 2013;6(12):19-27. [DOI / Link]
- Kang S, Amagai M, Bruckner AL, et al. Fitzpatrick's Dermatology in General Medicine. 9th ed. McGraw-Hill; 2019. (Chapter 78: Acne Vulgaris & Clinical Drug Administration). [DOI / Link]
- British Association of Dermatologists (BAD). Patient Information Leaflet: Fingertip Units (FTUs) and Topical Treatments. [DOI / Link]

“ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ เพื่อผลการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด”
ในการรักษาสิว ไม่ใช่แค่การเลือกตัวยาที่ถูกต้องเท่านั้น แต่รายละเอียดเรื่องปริมาณ วิธีการทา และการเสริมเกราะป้องกันผิว ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้รักษาสิวได้อย่างมีความสุขและเห็นผลจริง หมอและทีมงานภูวรินทร์คลินิกพร้อมให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดทุกเคสครับ
— นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น) · ว.51569
มีปัญหาทายาสิวแล้วไม่เห็นผล หรือต้องการปรับสูตรยาเฉพาะบุคคล?
ส่งภาพถ่ายประเมินสภาพผิวเบื้องต้นผ่าน LINE หรือนัดหมายเวลาตรวจกับหมอต้นที่คลินิกฝั่งกังสดาล มข. ได้เลยครับ วางแผนรักษาเคสต่อเคส ไม่มียัดเยียดคอร์ส
บทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง (Related Clinical Guides)
ดูบทความทั้งหมด →ทายาสิวแล้วแสบ ลอก แดง ปกติไหม? วิธีใช้แบบไม่พังผิว
ทำความเข้าใจอาการ Retinoid Dermatitis และเทคนิค Sandwich Technique ลดการระคายเคือง
SKINCARE ROUTINEการเลือกสกินแคร์สำหรับคนเป็นสิว: ลำดับการทาและสารที่ควรเลี่ยง
คู่มือเลือกคลีนเซอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และกันแดดที่ใช้คู่กับยารักษาสิวได้อย่างปลอดภัย
CLINICAL PHARMACOLOGYกินวิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยลดสิวไหม? แยกความต่างกับยาทา
เจาะลึกความแตกต่างระหว่างวิตามินเอเสริมอาหาร ยาทาอนุพันธ์วิตามินเอ และยากิน Isotretinoin
