ภูวรินทร์คลินิก
หน้าแรก/บทความ/ทายาสิวขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวจะทาทั่วหน้าได้ยังไง
Clinical Drug Application & Dosing🌱 ไขข้อข้องใจยอดฮิตในห้องตรวจ

ทายารักษาสิวขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว
จะทาทั่วหน้าได้ยังไง? ไขข้อข้องใจ Pea-sized ที่แท้จริง

“หมอบอกให้ทายาสิวแค่เมล็ดถั่วเขียวทั่วหน้า พอกลับบ้านไปลองบีบดู เม็ดนิดเดียวแต้มได้แค่ปลายจมูกก็หมดแล้ว จะเกลี่ยทั้งหน้าได้ยังไง?” — คำถามนี้เป็นประโยคยอดฮิตที่คนไข้ถามหมอเป็นประจำครับ บางคนหงุดหงิดจนคิดว่าคำแนะนำนี้ทำไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เลยบีบยาออกมาเต็มข้อนิ้ว ทาหนาจนหน้าไหม้ แสบ ลอก เป็นขุย

ความจริงแล้ว ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ใบหน้าของคนไข้ และไม่ได้อยู่ที่ตัวยา แต่อยู่ที่ “ความผิดพลาดในการแปลภาษาทางการแพทย์มานานหลายสิบปี” ครับ บทความนี้หมอต้นจะมาเฉลยที่มาที่ไป พร้อมสอนวิธีวัดปริมาณยาที่ถูกต้อง (Fingertip Unit) และเทคนิคการเกลี่ยยาให้ทั่วใบหน้าแบบไม่ต้องทนแสบครับ

นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)

เขียนและเรียบเรียงโดย: นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)

ว.51569 · ประจำภูวรินทร์คลินิกเวชกรรม ขอนแก่น

⏱️ เวลาอ่าน
~5 นาที (ฉบับสมบูรณ์)
🎯 เหมาะสำหรับ
ผู้ใช้ยาทาสิว Retinoids / BP
🔬 ระดับข้อมูล
อ้างอิงงานวิจัย & ตำราแพทย์
👨‍⚕️ ผู้เขียน
หมอต้น (ว.51569)
🔍 ความจริงที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังคำว่า “ถั่วเขียว”

Green Pea แปลว่า “ถั่วลันเตา” ไม่ใช่ “ถั่วเขียว”!

ในตำราแพทย์ผิวหนังระดับสากล เช่น Fitzpatrick’s Dermatology หรือแนวทางเวชปฏิบัติ American Academy of Dermatology (AAD) เมื่อพูดถึงปริมาณการทายากลุ่ม Retinoids จะใช้คำศัพท์มาตรฐานว่า:

“Apply a pea-sized amount to the entire face once daily at bedtime.”

ความเข้าใจผิดในประเทศไทยเกิดขึ้นเพราะคนไทยแปลตรงตัวตามคำศัพท์:

  • Green = สีเขียว
  • Pea = ถั่ว
  • คนไทยจึงแปลติดปากต่อๆ กันมาว่า “ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว”

แต่ในความจริงของโลกตะวันตก Green pea หมายถึง “เมล็ดถั่วลันเตา” เมล็ดกลมๆ สีเขียวที่อยู่ในซุปฝรั่งหรือสลัดบาร์ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–7 มิลลิเมตร ในขณะที่ “ถั่วเขียว” ของไทย (Mung bean หรือ Green bean) ที่เราเอามาต้มน้ำตาล มีขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร เท่านั้น!

ภาพเปรียบเทียบขนาดจริง: เมล็ดถั่วเขียว (Mung bean 2-3 มม.) เทียบกับเมล็ดถั่วลันเตา (Green pea 5-7 มม.) บนสเกลไม้บรรทัดมิลลิเมตร
ภาพเปรียบเทียบขนาดจริง: เมล็ดถั่วเขียว (Mung bean) ขนาดเพียง 2–3 มม. เทียบกับเมล็ดถั่วลันเตา (Green pea) ขนาด 5–7 มม. ซึ่งมีปริมาตรมากกว่าประมาณ 3–4 เท่า จึงเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการเกลี่ยบางๆ ทั่วใบหน้า

💡 ข้อสังเกตทางการแพทย์ (Clinical Note):

คำว่า “Pea-sized” ในตำราแพทย์ผิวหนังสากล หมายถึง “เมล็ดถั่วลันเตา” (Green Pea) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–7 มิลลิเมตร (ไม่ใช่เมล็ดถั่วเขียว [Mung bean] เม็ดเล็กๆ ของไทยที่มีขนาดเพียง 2–3 มม. ซึ่งหากใช้น้อยขนาดนั้นตัวยาอาจไม่เพียงพอที่จะกระจายทั่วใบหน้า) การใช้ขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตาจึงเป็นปริมาณมาตรฐานที่เหมาะสมตามคำแนะนำสากล

⚖️ หลักการทางเภสัชกรรม • หน่วยวัดมาตรฐาน

ปริมาณยารักษาสิวที่ถูกต้องคือเท่าไหร่กันแน่?

หากคนไข้สงสัยว่าควรบีบยาออกมาปริมาณเท่าไหร่ คำอธิบายทางการแพทย์ที่ถูกต้องที่สุดคือ: “ขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา (Pea-sized amount ประมาณ 0.5–0.7 ซม. หรือประมาณครึ่งข้อนิ้วชี้)” หรือเริ่มต้นที่ 0.25 กรัม ซึ่งเทียบเคียงได้ดังนี้ครับ:

หน่วยน้ำหนัก

0.25 กรัม

น้ำหนักตัวยามาตรฐานสำหรับการทาเคลือบผิวหน้าทั่วใบหน้า 1 ครั้ง

หลอด 15 กรัม จะใช้ได้ประมาณ 60 วัน (2 เดือนเต็ม)
สรีระนิ้วมือ

ครึ่งข้อนิ้วชี้ (0.5 FTU)

วัดจากรอยพับข้อนิ้วชี้แรกออกมาถึงกึ่งกลางของข้อนิ้ว (ประมาณ 1.2 ซม. เมื่อบีบเป็นเส้น)

วิธีที่จำง่ายและแม่นยำที่สุดในชีวิตประจำวัน
การเทียบทรงกลม

เมล็ดถั่วลันเตา (0.5–0.7 ซม.)

เมื่อบีบยาเป็นหยดทรงกลมบนปลายนิ้ว จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–7 มิลลิเมตร

ขนาด Pea-size สากลที่แท้จริง
✨ วิธีทาจริงในห้องตรวจ • ทำตามได้ทันที

วิธีเกลี่ยยาขนาดเมล็ดถั่วลันเตา ให้ครอบคลุมทั่วใบหน้าแบบไม่แสบ

ปัญหาที่คนไข้บ่นว่า “ยาแค่นี้ทาไม่ทั่วหน้า” มักเกิดจาก “วิธีย้ายยาจากนิ้วลงสู่หน้า” ครับ คนส่วนใหญ่ชอบป้ายก้อนยาลงบนแก้มจุดเดียว แล้วพยายามลากยาวไปทั่วหน้า ผลคือจุดที่ป้ายตอนแรกได้รับยาเข้มข้นจนแสบไหม้ ส่วนขมับและหน้าผากกลับไม่ได้ยาเลย

🎯 เทคนิคแต้ม 13 จุด (The 13-Dot Technique)

เป็นเทคนิคที่แพทย์ผิวหนังสอนคนไข้เพื่อให้ยาขนาด 0.25 กรัมกระจายทั่วทั้งใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ:

ขั้นตอนที่ 1: บีบยาลงบนปลายนิ้วชี้

บีบยารักษาสิวออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา (หรือครึ่งข้อนิ้วชี้) บนปลายนิ้วชี้ข้างที่ถนัด

ขั้นตอนที่ 2: แต้มกระจาย 13 จุดทั่วหน้า
  • หน้าผาก: 3 จุดเล็กๆ
  • แก้มขวา: 3 จุดเล็กๆ
  • แก้มซ้าย: 3 จุดเล็กๆ
  • จมูก: 1 จุด
  • คาง: 2 จุด
  • แนวกราม: 1 จุด
ขั้นตอนที่ 3: ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเบาๆ เป็นฟิล์มบาง

ใช้ปลายนิ้วนางและนิ้วกลางแตะวนเบาๆ เชื่อมแต่ละจุดเข้าหากัน ยาจะแผ่ตัวออกเป็นฟิล์มบางมากที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่เหนียวเหนอะหนะ และครอบคลุมผิวทุกรูขุมขนอย่างพอดี โดย เว้นรอบดวงตา ร่องปีกจมูก และริมฝีปาก

✨ ทริคลับสำหรับคนผิวแห้งเกลี่ยยาก: เทคนิคผสมมอยส์เจอไรเซอร์ (The Buffering Technique)

หากผิวฝืดเกลี่ยยาก หรือเพิ่งเริ่มใช้ยาแล้วกลัวแสบ: “บีบยาสิวขนาดเมล็ดถั่วลันเตาลงบนฝ่ามือ แล้วกดมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนลงไป 1 ปั๊ม ผสมให้เข้ากันบนฝ่ามือ แล้วทาพร้อมกันทั่วหน้า” มอยส์เจอไรเซอร์จะทำหน้าที่เป็นเนื้อพาหะ (Vehicle) ช่วยให้ยากระจายตัวได้ทั่วถึง ลื่นสบายผิว และลดโอกาสการแสบแดงได้มหาศาลครับ

🔬 เภสัชวิทยาคลินิก • ทำไมห้ามทาเยอะกว่านี้?

ทำไมทายาเยอะขึ้น สิวถึง “ไม่หายเร็วขึ้น” แต่หน้าพังแทน?

หลายคนคิดแบบสมการเลขตรงๆ ว่า “ถ้าทา 1 เมล็ดถั่วลันเตาหายใน 2 เดือน ถ้าทา 2 ข้อนิ้วก็น่าจะหายใน 1 เดือน” แต่วิทยาศาสตร์ของยารักษาสิวไม่ได้ทำงานแบบนั้นครับ:

1. จุดอิ่มตัวของตัวรับ (Receptor Saturation)

ยาทากลุ่ม Retinoids ออกฤทธิ์จับกับตัวรับ Retinoic Acid Receptors (RAR) ในนิวเคลียสของเซลล์ผิว ซึ่งมีจำนวนจำกัด เมื่อได้รับยาปริมาณ 0.25 กรัม ตัวรับจะเกิดการจับตัวจนถึงจุดอิ่มตัว (Receptor Saturation) แล้ว ตัวยาส่วนเกินที่ทาเพิ่มลงไปจะไม่สามารถออกฤทธิ์รักษาสิวได้อีก

2. ผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ (Toxicity Spike)

ตัวยาส่วนเกินที่ไม่ได้จับกับตัวรับ จะไปละลายชั้นไขมันระหว่างเซลล์ (Intercellular Lipids) ทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้เกิดอาการแสบ แดง ลอก หน้าไหม้ และผิวติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ยิ่งทาหนา สิวไม่ได้หายไวขึ้น แต่ต้องหยุดยาเพราะหน้าพัง

❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับปริมาณยารักษาสิว

Qถ้าบีบยาขนาดเมล็ดถั่วลันเตาแล้วยังรู้สึกว่าเกลี่ยไม่ทั่วหน้า สามารถบีบเพิ่มได้ไหม?▼
ไม่แนะนำให้บีบยาเพิ่มครับ เพราะยารักษาสิว (โดยเฉพาะกลุ่ม Retinoids หรือ Benzoyl Peroxide) ออกฤทธิ์จับกับตัวรับในเซลล์ผิว (Receptors) ซึ่งมีจุดอิ่มตัว การทาหนาเกินไปไม่ได้ทำให้สิวหายเร็วขึ้น แต่จะทำให้ผิวไหม้ แสบ แดง และลอกเป็นขุย หากรู้สึกว่าเกลี่ยไม่ทัน แนะนำให้ใช้ 'เทคนิคผสมมอยส์เจอไรเซอร์บนฝ่ามือ' หรือ 'เทคนิคแต้ม 13 จุด' จะช่วยให้ยากระจายครอบคลุมทั่วใบหน้าได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยาครับ
Qขนาด 0.25 กรัม หรือครึ่งข้อนิ้วชี้ (0.5 FTU) ใช้ได้กับยาทุกประเภทเลยไหม?▼
เป็นมาตรฐานสำหรับยารักษาสิวกลุ่มที่ต้องทาทั่วใบหน้าเพื่อป้องกันสิวใหม่ครับ เช่น ยาทากลุ่ม Retinoids (Adapalene, Tretinoin, Trifarotene) หรือกรด Azelaic Acid ส่วนยาแต้มเฉพาะหัวสิวอักเสบ เช่น Clindamycin Gel ให้แต้มเฉพาะจุดที่เป็นตุ่มหนองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้หลักการนี้ครับ
Qทำไมหมอถึงสั่งให้ทาทั่วหน้า ทั้งๆ ที่สิวขึ้นแค่ที่คางหรือแก้ม?▼
เพราะยารักษาสิวกลุ่ม Retinoids ไม่ใช่ยาแต้มสิวเฉพาะจุด แต่ออกฤทธิ์ป้องกันการเกิดสิวใหม่ที่ต้นตอ (Microcomedone Prevention) สิวที่เรามองเห็นบนผิววันนี้ เริ่มต้นก่อตัวใต้รูขุมขนมาแล้ว 2-3 สัปดาห์ การทายาทั่วหน้า (เว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก) จะช่วยเคลียร์สิวอุดตันที่มองไม่เห็นไม่ให้พัฒนาขึ้นมาเป็นสิวอักเสบในอนาคตครับ
Q1 Fingertip Unit (FTU) ต่างจาก 0.5 FTU อย่างไร?▼
1 FTU คือการบีบยาเป็นแนวยาวจากรอยพับข้อนิ้วแรกไปจนถึงปลายนิ้วชี้ของผู้ใหญ่ มีน้ำหนักยาประมาณ 0.5 กรัม ออกแบบมาสำหรับทาบริเวณ 'ใบหน้าและลำคอ' รวมกัน ส่วนการทา 'เฉพาะใบหน้า' อย่างเดียว ปริมาณที่เหมาะสมคือ 0.5 FTU หรือประมาณครึ่งข้อนิ้วชี้ (น้ำหนักยาประมาณ 0.25 กรัม) ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดเมล็ดถั่วลันเตาพอดีครับ
📚 ตำราและเอกสารวิชาการอ้างอิงทางการแพทย์

Medical References & Academic Literature

  1. Long CC, Finlay AY. The finger-tip unit—a new practical measure. Clin Exp Dermatol. 1991;16(6):444-447. [DOI / Link]
  2. Reynolds RV, Yeung H, Cheng CE, et al. Guidelines of care for the management of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 2024;90(5):1006.e1-1006.e30. [DOI / Link]
  3. Del Rosso JQ. Topical retinoids: understanding their differences and maximizing their efficacy and tolerability in acne vulgaris. J Clin Aesthet Dermatol. 2013;6(12):19-27. [DOI / Link]
  4. Kang S, Amagai M, Bruckner AL, et al. Fitzpatrick's Dermatology in General Medicine. 9th ed. McGraw-Hill; 2019. (Chapter 78: Acne Vulgaris & Clinical Drug Administration). [DOI / Link]
  5. British Association of Dermatologists (BAD). Patient Information Leaflet: Fingertip Units (FTUs) and Topical Treatments. [DOI / Link]
นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)
คำแนะนำจากใจหมอต้น

“ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ เพื่อผลการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด”

ในการรักษาสิว ไม่ใช่แค่การเลือกตัวยาที่ถูกต้องเท่านั้น แต่รายละเอียดเรื่องปริมาณ วิธีการทา และการเสริมเกราะป้องกันผิว ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้รักษาสิวได้อย่างมีความสุขและเห็นผลจริง หมอและทีมงานภูวรินทร์คลินิกพร้อมให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดทุกเคสครับ

— นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น) · ว.51569

ปรึกษาปัญหาสิวและการใช้ยาอย่างถูกวิธี

มีปัญหาทายาสิวแล้วไม่เห็นผล หรือต้องการปรับสูตรยาเฉพาะบุคคล?

ส่งภาพถ่ายประเมินสภาพผิวเบื้องต้นผ่าน LINE หรือนัดหมายเวลาตรวจกับหมอต้นที่คลินิกฝั่งกังสดาล มข. ได้เลยครับ วางแผนรักษาเคสต่อเคส ไม่มียัดเยียดคอร์ส

บทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง (Related Clinical Guides)

ดูบทความทั้งหมด →