ภูวรินทร์คลินิก
หน้าแรก/บทความ/กิน Vitamin A ช่วยลดสิวไหม
Dermatological Pharmacology & Nutrition⚠️ ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่คนมักเข้าใจผิด

กิน Vitamin A ช่วยลดสิวได้จริงไหม?
เจาะลึกความจริง vs ความเชื่อ และอันตรายจากการกินขนาดสูง

“เห็นหลายคนทานอาหารเสริมที่มีวิตามินเอสูง โฆษณาว่าช่วยลดสิว หน้าใส ซื้อมาทานเองดีไหม?” — คำถามนี้หมอได้ยินคนไข้ถามประจำที่คลินิกครับ หลายคนสับสนเพราะทราบว่ายารักษาสิวหลายตัวเป็น “อนุพันธ์ของวิตามินเอ” และมียากินรักษาสิวชื่อดังอย่าง Isotretinoin จึงคิดไปเองว่า “ถ้าอย่างนั้นกินวิตามินเอธรรมชาติก็น่าจะช่วยรักษาสิวได้เหมือนกัน”

ความจริงทางการแพทย์คือ วิตามินเอในอาหารเสริมไม่ได้ช่วยลดสิวเลยในขนาดที่ปลอดภัย และการรับประทานขนาดสูงต่อเนื่องเพื่อหวังผลสิว อาจส่งผลให้เกิดภาวะพิษสะสมในตับและสมองอย่างร้ายแรง บทความนี้หมอสรุปกลไกทางเภสัชวิทยาและข้อเท็จจริงจากตำราแพทย์ผิวหนังระดับโลกมาให้อ่านกันชัดๆ ครับ

นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)

เขียนและเรียบเรียงโดย: นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)

ว.51569 · ประจำภูวรินทร์คลินิกเวชกรรม ขอนแก่น

⏱️ เวลาอ่าน
~6 นาที (ฉบับสมบูรณ์)
🎯 เหมาะสำหรับ
ผู้สนใจวิตามินลดสิว / ยาวิตามินเอ
🔬 ระดับข้อมูล
อ้างอิงงานวิจัย & ตำราแพทย์
👨‍⚕️ ผู้เขียน
หมอต้น (ว.51569)
🚨 สรุปคำตอบทางการแพทย์จากหมอต้น (Direct Answer)

กิน Vitamin A ช่วยลดสิวไหม? คำตอบสั้นๆ คือ “ไม่ช่วย” และ “เสี่ยงอันตราย”

1. ขนาดปกติไม่ช่วยลดสิว

วิตามินเอตามธรรมชาติ (Retinol) ในขนาดสารอาหารปกติ (RDA ~2,300-3,000 IU/วัน) ไม่มีฤทธิ์ลดการผลิตน้ำมันและไม่ผลัดเซลล์ผิว ต่อมไขมันไม่ตอบสนองต่อวิตามินเอขนาดปลอดภัย

2. ขนาดที่เห็นผลคือ “ขนาดที่เป็นพิษ”

ในอดีต (ปี 1940-1960) เคยมีการทดลองให้กินวิตามินเอขนาดมหึมา (100,000-300,000 IU/วัน) ซึ่งพบว่าสิวลดลงได้บ้าง แต่คนไข้ ตับพัง ปวดหัวรุนแรง และกระดูกเปราะ จนแพทย์ทั่วโลกยุติการใช้ในเวชปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา

3. ยารักษาสิว ≠ วิตามินเอทั่วไป

ยากิน Isotretinoin และยาทา Retinoids คือ “อนุพันธ์สังเคราะห์เฉพาะ” ที่ดัดแปลงโมเลกุลให้จับกับเซลล์ผิวโดยตรง ต้องอยู่ในการดูแลและตรวจเลือดโดยแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้ออาหารเสริมมากินแทนเด็ดขาด

🧬 บทที่ 1 • เภสัชวิทยาพื้นฐาน

ทำไมหลายคนถึงเข้าใจผิด? แยกให้ออกระหว่าง “วิตามินเอ” กับ “อนุพันธ์วิตามินเอ”

ความสับสนนี้เกิดจากคำว่า “อนุพันธ์ของวิตามินเอ” (Retinoids) ครับ เมื่อคนไข้ได้ยินว่ายารักษาสิวแทบทุกตัวมีความเกี่ยวข้องกับวิตามินเอ จึงเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการซื้อวิตามินเอเม็ดตามร้านขายยาหรือสั่งทางออนไลน์มาทานเอง ก็น่าจะได้ผลเหมือนกัน แต่ในทางเภสัชวิทยานั้น สาร 3 ชนิดนี้มีกลไกและความปลอดภัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

1. วิตามินเอธรรมชาติ

Natural Vitamin A (Retinol / Retinyl Palmitate)

พบในอาหารทั่วไป เช่น ตับ นม ไข่ หรือในอาหารเสริมรวม ร่างกายต้องการเพื่อบำรุงสายตาและภูมิคุ้มกัน เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันสะสมในตับ ไม่มีผลต่อการควบคุมต่อมไขมันหรือรักษาสิวในระดับความปลอดภัยปกติ

❌ ไม่ใช่วิธีรักษาสิว
2. ยาทาอนุพันธ์วิตามินเอ

Topical Retinoids (Tretinoin, Adapalene, Trifarotene)

เป็นโมเลกุลที่ถูกสังเคราะห์ให้จับกับตัวรับ Retinoic Acid Receptors (RAR) ที่ผิวหนังโดยเฉพาะ ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ละลายสิวอุดตัน ออกฤทธิ์เฉพาะที่ผิวชั้นนอก ไม่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ไม่สะสมในตับ และมีความปลอดภัยสูงมาก

✓ การรักษามาตรฐานหลัก (First-Line Standard of Care) ในการรักษาสิวอุดตัน
3. ยากิน Isotretinoin

Oral Isotretinoin (13-cis retinoic acid: Roaccutane / Acnotin)

สารสังเคราะห์พิเศษที่กดการสร้างน้ำมันของต่อมไขมันได้ถึง 90% ใช้รักษาเฉพาะสิวอักเสบรุนแรงหรือสิวหัวช้าง แต่เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ที่มีผลข้างเคียง ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ มีการตรวจเลือดตรวจตับสม่ำเสมอ และห้ามตั้งครรภ์เด็ดขาด

⚠️ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
💡 เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน: การคิดว่า “กินวิตามินเอแทน Isotretinoin ได้เพราะเป็นอนุพันธ์เหมือนกัน” ก็เหมือนกับการคิดว่า “กินกิ่งเปลือกต้นวิลโลว์แทนยาแอสไพริน หรือกินน้ำมันดิบแทนน้ำมันเบนซิน” โครงสร้างเคมีต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่เป้าหมายการจับกับเซลล์ ระดับการออกฤทธิ์ และความเป็นพิษต่อร่างกายต่างกันอย่างมหาศาลครับ
📜 บทที่ 2 • บันทึกประวัติศาสตร์การแพทย์

บทเรียนประวัติศาสตร์: ทำไมแพทย์ผิวหนังทั่วโลกจึง “ยกเลิก” การใช้วิตามินเอกินรักษาสิว?

หากเราเปิดตำราแพทย์ผิวหนังระดับโลกอย่าง Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9) จะพบว่าแนวคิดเรื่องการกินวิตามินเอรักษาสิวนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ แพทย์ในยุคปี 1940 - 1960 เคยทดลองเรื่องนี้มาอย่างละเอียดแล้ว:

📜

การทดลอง Megadose Vitamin A ในยุคทศวรรษ 1940-1950

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะสามารถสังเคราะห์โมเลกุล Isotretinoin ได้ แพทย์ผิวหนังได้ทดลองให้คนไข้สิวรุนแรงรับประทานวิตามินเอขนาดมหาศาลถึง 100,000 - 300,000 หรือสูงถึง 500,000 IU ต่อวัน (ซึ่งสูงกว่าความต้องการปกติของร่างกายถึง 50-100 เท่า!)

⚠️

ผลลัพธ์: สิวลดลงเล็กน้อย แต่เกิดพิษสะสมขั้นวิกฤต (Hypervitaminosis A)

แม้ว่าสิวจะเริ่มแห้งลงในขนาดยาสูงระดับนั้น แต่คนไข้เกือบทุกรายเกิดภาวะพิษร้ายแรง: ตับอักเสบเฉียบพลัน, ความดันในกะโหลกศีรษะสูงจนปวดหัวรุนแรงและตามัว, ผิวลอกทั้งตัว, ปากแตกเป็นแผลลึก, และกระดูกเปราะบาง ผลข้างเคียงเหล่านี้รุนแรงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ และไม่มีความปลอดภัยในการรักษา

🏆

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 1979 (Dr. Gary Peck & NEJM)

ในปี 1979 นพ. Gary Peck และคณะ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยระดับแลนด์มาร์กในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine (NEJM) โดยค้นพบว่าโมเลกุลสังเคราะห์ 13-cis-retinoic acid (Isotretinoin) สามารถกดต่อมไขมันได้ลึกถึง 90% โดยใช้ขนาดยาที่ต่ำกว่าวิตามินเอธรรมชาติหลายเท่า และสามารถควบคุมระดับความปลอดภัยได้ดีกว่า

ดังนั้น วงการแพทย์ผิวหนังทั่วโลกจึงได้ข้อสรุปชัดเจนมานานกว่า 40 ปีแล้วว่า “ห้ามใช้วิตามินเอธรรมชาติในขนาดสูงเพื่อรักษาสิวเด็ดขาด” เพราะช่วงห่างระหว่างขนาดที่เห็นผลกับขนาดที่เป็นพิษ (Therapeutic Window) แทบไม่มีอยู่จริง การที่ปัจจุบันยังมีอาหารเสริมอ้างว่าวิตามินเอช่วยลดสิว จึงเป็นการนำความเชื่อผิดๆ ในอดีตกลับมาขายใหม่โดยละเลยความปลอดภัยของคนไข้ครับ

⚠️ บทที่ 3 • ความเป็นพิษต่ออวัยวะภายใน

เจาะลึก 5 อันตรายจากการทาน Vitamin A ขนาดสูง (ภาวะพิษ Hypervitaminosis A)

วิตามินเอเป็นวิตามินที่ ละลายในไขมัน (Fat-Soluble Vitamin) ต่างจากวิตามินซีหรือวิตามินบีที่เมื่อได้รับเกินร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ แต่วิตามินเอส่วนเกินจะถูกส่งไปกักเก็บไว้ที่ เซลล์ตับ (Hepatic Stellate Cells / Ito Cells) หากได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเกิดการสะสมจนล้นและทำลายอวัยวะต่างๆ ดังนี้:

1. ตับอักเสบ พังผืดในตับ และภาวะตับแข็ง (Hepatotoxicity & Hepatic Fibrosis)

ตับรับภาระหนักที่สุด

เซลล์สะสมไขมันในตับ (Stellate cells) จะบวมโตและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนพังผืด ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลาย เอนไซม์ตับ (AST, ALT) พุ่งสูงขึ้น หากสะสมเป็นเวลานานอาจพัฒนาไปสู่ภาวะพังผืดในตับและตับแข็ง (Hepatic cirrhosis)

2. ความดันในกะโหลกศีรษะสูงจากพิษวิตามิน (Pseudotumor Cerebri)

เสี่ยงตาบอด

วิตามินเอส่วนเกินรบกวนการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (CSF) ทำให้ความดันในสมองพุ่งสูง อาการเด่นคือ ปวดศีรษะรุนแรง มองเห็นภาพซ้อน คลื่นไส้อาเจียน และขั้วประสาทตาบวม (Papilledema) ซึ่งหากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจส่งผลให้เส้นประสาทตาฝ่อและสูญเสียการมองเห็นได้

3. ทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิดขั้นรุนแรง (Teratogenicity)

อันตรายสูงสุดในหญิงมีครรภ์

วิตามินเอมีผลควบคุมการสร้างอวัยวะของตัวอ่อน (Morphogenesis) หากผู้หญิงรับประทานวิตามินเอขนาดสูงก่อนหรือระหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกเกิดความพิการแต่กำเนิดรุนแรง (Retinoic Acid Embryopathy) เช่น กะโหลกศีรษะและใบหน้าผิดรูป สมองและหัวใจพิการอย่างรุนแรง

4. กระดูกบาง กระดูกพรุน และแคลเซียมในเลือดสูง (Bone Toxicity)

กระดูกเปราะ

วิตามินเอขนาดสูงกระตุ้นการทำงานของเซลล์สลายกระดูก (Osteoclasts) ทำให้มวลกระดูกลดลง กระดูกเปราะหักง่าย และในกลุ่มวัยรุ่นอาจส่งผลให้ แนวกระดูกปิดเร็วกว่าปกติ (Premature epiphyseal closure) ทำให้ร่างกายหยุดสูงก่อนวัย

5. เยื่อบุแห้งแตก ผิวหนังลอกเป็นสะเก็ด และผมร่วงรุนแรง (Mucocutaneous Signs)

ผิวพัง

ริมฝีปากแห้งแตกเป็นแผลอักเสบ (Cheilitis) เยื่อบุตาแห้งแสบ ผิวหนังแตกลอกคัน และวงจรรากผมเข้าสู่ระยะพักตัวกะทันหัน ทำให้เกิดภาวะผมร่วงทั่วทั้งศีรษะ (Telogen Effluvium)

📊 ตารางเปรียบเทียบทางการแพทย์

สรุปความต่างแบบชัดเจน: วิตามินเอ vs ยาทา Retinoids vs ยากิน Isotretinoin

เกณฑ์เปรียบเทียบวิตามินเอ (อาหารเสริม)ยาทาอนุพันธ์ (Topical Retinoids)ยากิน Isotretinoin
ตัวอย่างสารRetinol, Retinyl PalmitateAdapalene, Tretinoin, Trifarotene13-cis retinoic acid (Acnotin, Roaccutane)
ผลต่อสิว❌ ไม่ได้ผลในขนาดปกติ✓ ละลายสิวอุดตันดีเยี่ยม✓ ลดการสร้างน้ำมัน 90%
ตำแหน่งออกฤทธิ์กระจายทั่วร่างกาย ไม่มีเป้าหมายต่อมไขมันเฉพาะผิวหนังชั้นนอกและรูขุมขนนิวเคลียสของต่อมไขมันทั่วร่างกาย
ผลข้างเคียงต่อตับ⚠️ สะสมในตับสูง หากกินขนาดสูง✓ ไม่มี (ไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย)⚠️ มี (ต้องเจาะเลือดตรวจ LFT สม่ำเสมอ)
มาตรฐานสากล (AAD 2024)ไม่แนะนำในการรักษาสิวแนะนำเป็นยาหลักลำดับแรก (First-Line Therapy)แนะนำเฉพาะเคสรุนแรงหรือดื้อยา
การเข้าถึงซื้อได้ทั่วไปตามร้านค้า (เสี่ยงกินเกินขนาด)จ่ายในคลินิกหรือร้านยาที่มีเภสัชกรยาควบคุมพิเศษ ตรวจและจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
🛡️ แนวทางเวชปฏิบัติที่ปลอดภัย

แล้วถ้าหน้ามัน เป็นสิวเรื้อรัง ควรดูแลอย่างไรให้ปลอดภัยและเห็นผลจริง?

แทนที่จะเอาสุขภาพตับไปเสี่ยงกับการทานอาหารเสริมที่ไม่มีงานวิจัยรองรับ ในปัจจุบันวงการแพทย์ผิวหนังมีวิธีการรักษาสิวที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ปลอดภัย และตรงจุดกว่ามากครับ:

กรณีสิวอุดตัน สิวเสี้ยน สิวผด

1. ใช้ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Topical Retinoids)

ทายาในกลุ่ม Adapalene 0.1% หรือ Tretinoin ก่อนนอน เริ่มต้นเพียงเท่าเมล็ดถั่วลันเตา (Pea-sized amount ~0.5 ซม.) ทั่วหน้า ทาร่วมกับมอยส์เจอไรเซอร์เสริมเกราะป้องกันผิว ตัวยาจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่อุดตันท่อรูขุมขนออกอย่างแม่นยำ ปลอดภัย ไม่เข้ากระแสเลือด

อ่านคู่มือเลือกสกินแคร์และยาทารักษาสิวฉบับเต็ม →
กรณีหน้ามันเยิ้ม สิวฮอร์โมนดื้อยา

2. ใช้เลเซอร์ยับยั้งต่อมไขมัน (Rumino 1450 nm Laser)

สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้ามันมาก หรือสิวอักเสบขึ้นซ้ำซากที่ไม่อยากรับประทานยากลุ่ม Isotretinoin เทคโนโลยี Rumino 1450 nm Diode Laser จะส่งพลังงานความร้อนลงไปลดการทำงานของต่อมไขมันที่ต้นตอ ช่วยลดความมันส่วนเกินในระยะยาว โดยไม่เพิ่มภาระการทำงานต่อตับเหมือนการรับประทานยา

ดูรายละเอียดเทคโนโลยี Rumino 1450nm →
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับการกินวิตามินเอกับการรักษาสิว

Qซื้ออาหารเสริมวิตามินเอ 10,000 หรือ 25,000 IU มาทานวันละเม็ดเพื่อลดสิว อันตรายไหม?▼
อันตรายมากครับ! ปริมาณความต้องการวิตามินเอปกติของร่างกาย (RDA) อยู่ที่ประมาณ 2,300 - 3,000 IU ต่อวันเท่านั้น โดยเพดานความปลอดภัยสูงสุด (Tolerable Upper Intake Level: UL) อยู่ที่ไม่เกิน 10,000 IU ต่อวัน การรับประทานวันละ 25,000 IU ติดต่อกันหลายสัปดาห์ จะทำให้วิตามินเอสะสมในเซลล์ตับจนเกิดภาวะ 'พิษวิตามินเอเรื้อรัง' (Hypervitaminosis A) ทำให้ตับอักเสบ ความดันในกะโหลกศีรษะสูง และผมร่วง ที่สำคัญคือ *ไม่สามารถรักษาสิวให้หายได้จริง* ครับ
Qถ้าทานเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) จากผักผลไม้หรืออาหารเสริม จะทำให้ตับพังเหมือนวิตามินเอไหม?▼
ไม่เหมือนกันครับ เบต้าแคโรทีนเป็น Provitamin A ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอก็ต่อเมื่อร่างกายขาดแคลนเท่านั้น หากได้รับมากเกินไป ร่างกายจะหยุดเปลี่ยนรูป จึงไม่ก่อให้เกิดพิษต่อตับเหมือนวิตามินเอสังเคราะห์ (Preformed Retinol) แต่ผลข้างเคียงคืออาจทำให้ผิวหนังกลายเป็นสีส้มเหลือง (Carotenemia) และที่สำคัญคือ เบต้าแคโรทีนไม่มีฤทธิ์ในการรักษาสิวหรือลดความมันบนใบหน้าครับ
Qยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (เช่น Adapalene, Tretinoin) จะสะสมในตับเหมือนวิตามินเอกินไหม?▼
ไม่อันตรายต่อตับครับ! ยาทากลุ่มเรตินอยด์ (Topical Retinoids) ถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ผิวหนังชั้นบน (Epidermis และท่อรูขุมขน) เพื่อละลายหัวสิวอุดตัน มีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยมากจนตรวจแทบไม่พบ (Systemic absorption < 1-2%) จึงไม่เกิดการสะสมในตับ และได้รับการรับรองจากแนวทางเวชปฏิบัติสากล AAD 2024 ให้เป็นการรักษามาตรฐานลำดับแรก (First-line standard of care) สำหรับสิวอุดตันครับ
Qวิตามินรวม (Multivitamin) ทั่วไปที่มีวิตามินเอผสมอยู่ ทานได้ไหม?▼
ทานได้ตามปกติครับ หากเป็นวิตามินรวมทั่วไปที่มีวิตามินเอตามเกณฑ์มาตรฐาน RDA (ประมาณ 2,000 - 3,000 IU ต่อเม็ด) ไม่ได้มีอันตรายต่อตับในคนสุขภาพดี แต่จุดประสงค์คือเพื่อป้องกันการขาดสารอาหารในร่างกาย ไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาสิวครับ
Qถ้าหน้ามันมาก เป็นสิวเรื้อรัง แต่ไม่อยากกินยา Isotretinoin มีทางเลือกทางการแพทย์อะไรบ้าง?▼
มีทางเลือกที่มีประสิทธิผลสูงและปลอดภัยหลายวิธีครับ เช่น การใช้ยาทากลุ่ม Retinoids ร่วมกับ Benzoyl Peroxide หรือการทำเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นจำเพาะต่อต่อมไขมัน เช่น **Rumino 1450 nm Long-Pulsed Laser** ซึ่งลงลึกไปยับยั้งการทำงานของต่อมไขมันที่ต้นตอ ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ยาวนานโดยไม่ต้องรับประทานยา และไม่เพิ่มภาระการทำงานต่อตับเหมือนยากินครับ
📚 ตำราและเอกสารวิชาการอ้างอิงทางการแพทย์

Medical References & Academic Literature

  1. Kang S, Amagai M, Bruckner AL, et al. Fitzpatrick's Dermatology in General Medicine. 9th ed. McGraw-Hill; 2019. (Chapter 78: Retinoids and Acne Vulgaris). [DOI / Link]
  2. Reynolds RV, Yeung H, Cheng CE, et al. Guidelines of care for the management of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 2024;90(5):1006.e1-1006.e30. [DOI / Link]
  3. Peck GL, Olsen TG, Yoder FW, et al. Prolonged remissions of cystic and conglobate acne with 13-cis-retinoic acid. N Engl J Med. 1979;300(7):329-333. [DOI / Link]
  4. Brunton LL, Hilal-Dandan R, Knollmann BC. Goodman & Gilman's: The Pharmacological Basis of Therapeutics. 14th ed. McGraw-Hill; 2023. (Dermatological Pharmacology: Retinoid Nuclear Receptors & Toxicity). [DOI / Link]
  5. Penniston KL, Tanumihardjo SA. The acute and chronic toxic effects of vitamin A. Am J Clin Nutr. 2006;83(2):191-201. [DOI / Link]
  6. James WD, Elston DM, Treat JR, Rosenbach MA, Neuhaus IM. Andrews' Diseases of the Skin: Clinical Dermatology. 13th ed. Elsevier; 2020. (Hypervitaminosis A & Cutaneous Toxicity). [DOI / Link]
  7. National Institutes of Health (NIH) Office of Dietary Supplements. Vitamin A and Carotenoids: Fact Sheet for Health Professionals. Tolerable Upper Intake Levels (UL). [DOI / Link]
  8. Nast A, Dréno B, Bettoli V, et al. European evidence-based (S3) guideline for the treatment of acne - update 2016. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30(8):1261-1268. [DOI / Link]
นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)
คำแนะนำจากใจหมอต้น

“อย่าเอาสุขภาพตับไปแลกกับคำโฆษณาที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์”

การรักษาสิวที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการวินิจฉัยชนิดของสิวและสภาพผิวอย่างละเอียดครับ หากเป็นสิวเรื้อรัง การใช้ยาที่ถูกต้องตรงจุดภายใต้การดูแลของแพทย์ ปลอดภัยและประหยัดกว่าการซื้ออาหารเสริมลองผิดลองถูกเองมากครับ ที่ภูวรินทร์คลินิก หมอตรวจเองทุกเคส ไม่มีเซลล์ และแนะนำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงเท่านั้นครับ

— นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น) · ว.51569

ปรึกษาปัญหาสิวและสภาพผิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

มีปัญหาสิวเรื้อรัง หน้ามัน หรือผิวแพ้ง่าย?

ส่งภาพถ่ายประเมินสภาพผิวเบื้องต้นผ่าน LINE หรือนัดหมายเวลาตรวจกับหมอต้นโดยตรงที่คลินิกฝั่งกังสดาล มข. ได้เลยครับ วางแผนรักษาเคสต่อเคส ไม่ผูกมัดคอร์ส

บทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง (Related Clinical Guides)

ดูบทความทั้งหมด →