รอยแดงสิว (PIE) vs รอยดำสิว (PIH) ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกวิธีรักษา ยาทา และเลเซอร์ที่ตรงจุด
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสิวหายไปนานแล้วแต่รอยสิวยังอยู่ และซื้อไวท์เทนนิ่งราคาแพงมาทาเท่าไหร่รอยแดงก็ไม่ยอมจาง? ในทางการแพทย์ผิวหนัง รอยแดงและรอยดำเกิดจาก คนละกลไกทางพยาธิวิทยา หากรักษาผิดเป้าหมาย นอกจากจะไม่ดีขึ้นยังอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น
⏱️ เวลาอ่าน
ประมาณ 7 นาที
🎯 เหมาะสำหรับ
ผู้ที่มีรอยแดง/รอยดำหลังสิวหาย
🔬 ระดับข้อมูล
Vascular & Pigment Derm
👨⚕️ ผู้เขียน
นพ.ภูมิใจ (ว.51569)

เรียบเรียงและตรวจสอบทางการแพทย์โดย นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)
แพทย์ผู้ตรวจรักษาประจำภูวรินทร์คลินิกเวชกรรม ขอนแก่น · ว.51569

สรุปใจความสำคัญสำหรับคนไข้ (Clinical Key Takeaways)
- •รอยแดงสิว (PIE): เกิดจาก เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวและเสียหาย (Microvascular Ectasia) หลังการอักเสบ ยาลดเม็ดสีทั่วไปไม่สามารถทำให้หลอดเลือดหดตัวได้
- •รอยดำสิว (PIH): เกิดจาก เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ผลิตเมลานินสะสม จากการกระตุ้นของการอักเสบ ยาทากลุ่มยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีจึงได้ผลดี
- •การทดสอบแยกโรคด้วยตัวเอง (Diascopy): กดนิ้วลงบนรอย 2 วินาที หากสีซีดลงแล้วกลับมาแดง = PIE, หากกดยังไงสีน้ำตาลก็ยังคงอยู่ = PIH
- •อันตรายจากการไม่ทากันแดด: รอยแดง PIE ที่โดนแสงแดดและรังสี UV จะกระตุ้นการสร้างเมลานินซ้ำเติม กลายร่างเป็นรอยดำ PIH ที่รักษาได้ยากกว่าเดิม
1. ตารางเปรียบเทียบจุดแตกต่าง: PIE vs PIH
ในวารสาร Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology (2013) นพ. Bae-Harboe และ Graber ได้บัญญัติคำว่า Post-Inflammatory Erythema (PIE) ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อแยกออกจาก Post-Inflammatory Hyperpigmentation (PIH) อย่างชัดเจน:
| ประเด็นเปรียบเทียบ | รอยแดงสิว (PIE) | รอยดำสิว (PIH) |
|---|---|---|
| ชื่อทางการแพทย์ | Post-Inflammatory Erythema | Post-Inflammatory Hyperpigmentation |
| สาเหตุต้นกำเนิด | หลอดเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัว (Capillary Dilation) และผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ | เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ผลิตเมลานินสะสมในชั้นหนังกำพร้าหรือหนังแท้ |
| ลักษณะสีที่มองเห็น | สีแดงสด ชมพู หรือม่วงอมแดง | สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม เทา หรือดำ |
| การทดสอบกดกระจก (Diascopy) | กดยุบแล้วรอยซีดจางลงชั่วคราว (Blanchable) | กดยังไงสีก็ไม่เปลี่ยน (Non-blanchable) |
| โทนผิวที่พบบ่อย | พบได้ชัดเจนมากในคนผิวขาว-ผิวสองสี (Fitzpatrick I–III) | พบได้บ่อยมากในคนผิวสีเข้ม-ผิวเอเชีย (Fitzpatrick III–V) |
| การตอบสนองต่อไวท์เทนนิ่ง | แทบไม่ตอบสนอง (เพราะไม่ได้เกิดจากเมลานิน) | ตอบสนองดีต่อยาลดเม็ดสีและสารผลัดเซลล์ |
| เลเซอร์มาตรฐานที่ใช้รักษา | Vascular Light/Lasers (เช่น Cellec V IPL 530/550nm, Fotona Long-Pulsed Nd:YAG 1064nm) | Pigment Lasers (เช่น Blue iris Fractional Q-Switched Nd:YAG 1064/532nm) |
2. เจาะลึกรอยแดง (PIE): ทำไมถึงเกิดขึ้น และรักษาอย่างไร?
เมื่อเกิดสิวอักเสบ เม็ดเลือดขาวจะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ เช่น Histamine, VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) และ Prostaglandins เพื่อดึงดูดเลือดมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ร่างแหหลอดเลือดฝอยรอบรูขุมขนขยายขนาดขึ้น เมื่อการอักเสบสงบลง ผนังหลอดเลือดบางส่วนยังคงค้างอยู่ในภาวะขยายตัว (Ectasia) หรือเกิดการรั่วไหลของเม็ดเลือดแดงออกมาในเนื้อเยื่อ
ยาทาและสกินแคร์ที่ช่วยรอยแดง (PIE)
- • Tranexamic Acid (TXA): ช่วยยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ Plasmin และลดสารกระตุ้นหลอดเลือด มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วยให้รอยแดงสิวจางลงอย่างชัดเจน
- • Azelaic Acid (10–20%): ยอดนิยมในเวชปฏิบัติตจวิทยา เพราะลดการอักเสบของหลอดเลือด พร้อมทั้งฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes ไปพร้อมกัน
- • Niacinamide (4–5%): ช่วยลดการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ เสริมเกราะป้องกันผิว ลดการสูญเสียน้ำ
- • Centella Asiatica & Panthenol: สารสกัดใบบัวบกและวิตามินบี 5 ช่วยปลอบประโลมหลอดเลือดและเร่งการสมานแผล
เลเซอร์ที่ตรงจุดกับรอยแดง (PIE)
สำหรับคนไข้ที่ต้องการให้รอยแดงจางลงอย่างรวดเร็ว การใช้เลเซอร์และคลื่นแสงจำเพาะจับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงคือแนวทางการรักษามาตรฐานหลัก (First-line standard of care):
- • Cellec V IPL (ฟิลเตอร์ 530nm / 550nm Vascular Mode): คลื่นแสงความเข้มข้นสูงที่คัดกรองช่วงคลื่นดูดซับ Oxyhemoglobin และ Deoxyhemoglobin ในเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวให้หดตัวลงอย่างอ่อนโยน
- • Fotona Long-Pulsed Nd:YAG (1064nm): ลงลึกถึงชั้นหนังแท้เพื่อจัดการเส้นเลือดฝอยที่อยู่ลึก ลดรอยแดงเรื้อรัง พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว
3. เจาะลึกรอยดำ (PIH): ทำไมถึงดำ และรักษาอย่างไร?
ในผิวคนไทยและชาวเอเชีย (Fitzpatrick Skin Types III–IV) เซลล์สร้างเม็ดสี Melanocytes ไวต่อการถูกกระตุ้นเป็นพิเศษ เมื่อมีบาดแผลหรือสิวอักเสบ สารเคมีอักเสบจะไปเร่งเอนไซม์ Tyrosinase ผลิตเม็ดสีเมลานินออกมาปริมาณมหาศาล เม็ดสีนี้อาจสะสมอยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermal PIH - สีน้ำตาลเข้ม) หรือตกลงไปสู่ชั้นหนังแท้ถูกเซลล์กลืนกินเก็บไว้ (Dermal PIH - สีเทาอมดำ ซึ่งจะจางช้ากว่ามาก)
ยาทาและสารออกฤทธิ์ลดรอยดำ (PIH)
- • Tyrosinase Inhibitors: Azelaic Acid, Thiamidol, Alpha-Arbutin, Kojic Acid ยับยั้งต้นทางโรงงานผลิตเม็ดสี
- • Melanosome Transfer Blockers: Niacinamide สกัดกั้นไม่ให้ถุงเม็ดสีส่งต่อไปยังเซลล์ผิวชั้นบน
- • Cell Turnover Accelerators: Topical Retinoids (Adapalene, Tretinoin) และ AHA (Glycolic acid) ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่มีเม็ดสีสะสมให้หลุดลอกออกไป
เลเซอร์ที่ตรงจุดกับรอยดำ (PIH)
เมื่อเม็ดสีตกลงไปในชั้นหนังแท้ ยาทาจะซึมลงไปไม่ถึง การใช้เลเซอร์เม็ดสีจะช่วยสลายเม็ดสีเป็นอนุภาคเล็กๆ:
- • Blue iris Fractional Q-Switched Nd:YAG (1064nm / 532nm PTP Mode): ส่งพลังงาน Photoacoustic twin-pulse ทำลายเม็ดสีเมลานินใต้ผิวให้แตกตัวเป็นอนุภาคละเอียด เพื่อให้เม็ดเลือดขาว (Macrophage) มากวาดล้างออกไปอย่างนุ่มนวลโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน
- • Cellec V IPL (Pigment Toning Filter): ช่วยเก็บรายละเอียดเม็ดสีชั้นตื้น (Epidermal PIH) และปรับโทนสีผิวโดยรวมให้สม่ำเสมอขึ้น

มุมมองทางคลินิกจาก นพ.ภูมิใจ งามศรีเทพฤทธิ์ (หมอต้น)
แพทย์ผู้ตรวจรักษาประจำภูวรินทร์คลินิกเวชกรรม ขอนแก่น · ว.51569
“คนไข้หลายคนที่มารักษากับหมอบอกว่า ‘หนูซื้อครีมลดรอยมาทาเป็นหมื่นๆ แต่ทำไมรอยแดงไม่หายสักที?’ พอหมอส่องกล้องตรวจดู พบว่าเป็น PIE ล้วนๆ ไม่มีเม็ดสีเมลานินเลยครับ ครีมไวท์เทนนิ่งที่คนไข้ใช้ จึงเป็นการทาผิดเป้าหมายอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่สำคัญกว่าการรักษารอย คือ ‘การป้องกันไม่ให้สิวใหม่เกิดขึ้นและหยุดการอักเสบให้เร็วที่สุด’ เพราะยิ่งสิวอักเสบอยู่นานเกิน 7 วัน โอกาสเกิดทั้งรอยแดงลึกและรอยดำฝังแน่นจะยิ่งสูงมาก และกฎเหล็กที่หมอย้ำเสมอคือ ห้ามบีบหรือแกะสิวเด็ดขาด เพราะการบีบจะทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยฉีกขาด เลือดออกใต้ผิว และทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีถูกกระตุ้นรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณครับ”
คำถามที่พบบ่อยเรื่องรอยสิว (FAQs)
Qจะรู้ได้อย่างไรว่ารอยสิวบนหน้าเราเป็น 'รอยแดง (PIE)' หรือ 'รอยดำ (PIH)'?▼
Qซื้อเซรั่มวิตามินซี หรือไวท์เทนนิ่งมาทารอยแดงสิว ทำไมถึงไม่เห็นผล?▼
Qรอยแดง (PIE) สามารถหายเองได้ไหม ต้องรอนานแค่ไหน?▼
Qรอยแดง (PIE) สามารถกลายร่างเป็น รอยดำ (PIH) ได้หรือไม่?▼
Qเลเซอร์รักษารอยสิว เจ็บไหม และมีแผลตกสะเก็ดหรือเปล่า?▼
เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์ (Medical References)
- [1]Bae-Harboe YS, Graber EM. Easy as PIE (Postinflammatory Erythema). J Clin Aesthet Dermatol. 2013;6(9):46-49. [PubMed / CrossRef]
- [2]Davis EC, Callender VD. Postinflammatory hyperpigmentation: a review of the epidemiology, clinical features, and treatment options in skin of color. J Clin Aesthet Dermatol. 2010;3(7):20-31. [PubMed / CrossRef]
- [3]Connolly D, Vu HL, Mariwalla K, Saedi N. Acne scarring—pathogenesis, evaluation, and treatment options. J Clin Aesthet Dermatol. 2017;10(9):12-23. [PubMed / CrossRef]
- [4]Ghareeb B, et al. Efficacy of tranexamic acid solution versus vitamin C solution in treatment of persistent post acne erythema: a split face clinical comparative study. Arch Dermatol Res. 2024;337(1):15. [PubMed / CrossRef]
- [5]Kang S, Amagai M, Bruckner AL, et al. Fitzpatrick's Dermatology in General Medicine. 9th ed. McGraw-Hill; 2019. (Chapter 75: Disorders of Hyperpigmentation & Vascular Ectasia). [PubMed / CrossRef]
- [6]Reynolds RV, Yeung H, Cheng CE, et al. Guidelines of care for the management of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 2024;90(5):1006.e1-1006.e30. [PubMed / CrossRef]
รอยแดงและรอยดำสิวฝังแน่น ทายาไม่จางลง?
ปรึกษา นพ.ภูมิใจ (หมอต้น) เพื่อประเมินแยกรอยแดง (PIE) และรอยดำ (PIH) พร้อมวางแผนการรักษาด้วย Cellec V IPL, Fotona 1064nm และ Blue iris Q-Switched Laser
